ขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ หากสารพิษรั่วไหล ใครจ่ายค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม?

หากสารพิษ น้ำเสีย หรือวัตถุอันตรายจากโรงงาน คลังสินค้า หรือระหว่างการขนส่งรั่วไหล ผู้ประกอบการอาจต้องรับผิดทั้งค่ากำจัดมลพิษ ค่าฟื้นฟูพื้นที่ ค่าเสียหายต่อชุมชน และค่าเสียรายได้ของบุคคลภายนอก

ประกันทรัพย์สินหรือประกันอัคคีภัยเน้นคุ้มครองอาคาร เครื่องจักร และสินค้าของผู้เอาประกัน ส่วนประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกทั่วไปอาจมีข้อยกเว้นมลพิษ หรือคุ้มครองเฉพาะเหตุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่คาดคิด

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี กากอุตสาหกรรม แบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการรีไซเคิล จึงควรพิจารณาประกันความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental Impairment Liability โดยเฉพาะ แต่การกระทำผิดโดยเจตนา การลักลอบทิ้งของเสีย ค่าปรับ และสภาพมลพิษที่ผู้เอาประกันรู้อยู่ก่อนแล้ว มักไม่อยู่ในความคุ้มครอง

กระแสตรวจสอบขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทำไมทุกโรงงานต้องจับตา?

รัฐบาลเปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากต่างประเทศ โดยขยายการตรวจจากตู้สินค้าไปถึงผู้ส่งออก ผู้นำเข้า โรงงานปลายทาง และเส้นทางการเงิน

จากการตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยล่าสุด 9 ตู้ พบว่า 3 ตู้สำแดงถูกต้องและไม่พบการปนเปื้อน ส่วนอีก 6 ตู้ซึ่งสำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม พบขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปน จึงเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและขยายผลตามกฎหมาย

รัฐบาลยังระบุว่ามีบัญชีเบื้องต้นประมาณ 825 ตู้ที่อยู่ในขอบเขตการสืบสวน แต่ย้ำชัดว่าการอยู่ในบัญชีตรวจสอบหรือการถูกอายัด ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าทุกตู้หรือทุกบริษัทกระทำผิด

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องของผู้นำเข้าเพียงฝ่ายเดียว เพราะของเสียหนึ่งตู้เกี่ยวข้องกับหลายธุรกิจ ตั้งแต่สายเรือ ท่าเรือ ตัวแทนออกของ บริษัทขนส่ง คลังสินค้า โรงคัดแยก โรงงานรีไซเคิล ไปจนถึงผู้รับกำจัดกากขั้นสุดท้าย

หากเกิดการรั่วไหลขึ้นจริง คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้ครอบครองของเสียในขณะเกิดเหตุ ใครเป็นผู้ก่อมลพิษ และกรมธรรม์ของใครตอบสนองต่อความเสียหาย

ขยะอิเล็กทรอนิกส์มีความเสี่ยงอะไร?

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้มีเพียงโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์เก่า แต่อาจรวมถึงแผงวงจร สายไฟ จอภาพ แบตเตอรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนที่ผ่านการใช้งานแล้ว

ความเสียหายอาจเกิดจากหลายเหตุการณ์ เช่น

  • แบตเตอรี่ลิเธียมเกิดความร้อนหรือไฟไหม้
  • น้ำฝนชะสารปนเปื้อนลงสู่ดินและแหล่งน้ำ
  • ภาชนะจัดเก็บแตกรั่วระหว่างขนย้าย
  • ฝุ่นหรือไอระเหยกระจายออกนอกพื้นที่
  • น้ำจากการดับเพลิงปนเปื้อนสารเคมี
  • การคัดแยกผิดวิธีทำให้พนักงานหรือชุมชนได้รับอันตราย
  • ผู้รับช่วงนำกากไปทิ้งในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต

ความเสียหายบางอย่างเห็นได้ทันที แต่บางอย่างสะสมเป็นเวลานาน กว่าจะตรวจพบก็อาจกระจายไปยังที่ดินข้างเคียง แหล่งน้ำใต้ดิน หรือชุมชนโดยรอบแล้ว

ผู้ก่อมลพิษอาจต้องรับผิดอะไรบ้าง?

เมื่อมลพิษกระทบชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือทรัพย์สิน เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษอาจมีหน้าที่รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย

ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ค่าซ่อมโรงงาน แต่รวมถึง

  1. ค่าเก็บกู้สารหรือของเสียที่รั่วไหล
  2. ค่าขนย้ายและกำจัดอย่างถูกต้อง
  3. ค่าตรวจวิเคราะห์ดิน น้ำ และอากาศ
  4. ค่าฟื้นฟูพื้นที่ที่ปนเปื้อน
  5. ค่ารักษาพยาบาลของผู้ได้รับผลกระทบ
  6. ค่าเสียหายต่อบ้าน ที่ดิน หรือกิจการข้างเคียง
  7. ค่าขาดรายได้ของร้านค้าหรือชุมชน
  8. ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและการต่อสู้คดี
  9. ค่าใช้จ่ายในการสื่อสารและจัดการเหตุฉุกเฉิน
  10. ค่าปรับหรือบทลงโทษจากหน่วยงานรัฐ หากกฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม ค่าปรับทางอาญาหรือค่าปรับที่กฎหมายไม่อนุญาตให้โอนความรับผิดให้บริษัทประกัน โดยทั่วไปจะไม่สามารถนำมาเคลมได้

ประกันทรัพย์สินจ่ายค่ามลพิษหรือไม่?

ประกันอัคคีภัย ประกันทรัพย์สิน หรือ Industrial All Risks มีหน้าที่หลักในการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เอาประกัน เช่น อาคาร เครื่องจักร สต็อกสินค้า และอุปกรณ์

ตัวอย่างเช่น หากแบตเตอรี่ในโกดังเกิดไฟไหม้ ประกันทรัพย์สินอาจพิจารณาค่าซ่อมอาคารและทรัพย์สินที่เสียหายตามกรมธรรม์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะจ่ายค่าขุดดินปนเปื้อน ค่าฟื้นฟูคลอง หรือค่าเสียหายของชาวบ้านรอบพื้นที่ทั้งหมด

ความเสียหายจากการปนเปื้อน การรั่วไหล หรือมลพิษมักมีข้อยกเว้นหรือวงเงินจำกัด ต้องอ่านทั้งเงื่อนไขหลักและเอกสารแนบท้าย ไม่ควรดูเพียงชื่อกรมธรรม์ว่าเป็นแบบความเสี่ยงภัยทุกชนิดแล้วสรุปว่าคุ้มครองทุกเหตุการณ์

ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพียงพอหรือไม่?

Public Liability ช่วยคุ้มครองความรับผิดทางกฎหมายต่อบุคคลภายนอกในกรณีได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือทรัพย์สินเสียหายจากการดำเนินธุรกิจ แต่กรมธรรม์ทั่วไปจำนวนมากมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับมลพิษ

บางฉบับอาจให้ความคุ้มครองเฉพาะมลพิษที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่คาดคิด และสามารถระบุเหตุการณ์ได้ชัดเจน เช่น ถังสารเคมีถูกชนแตกในวันและเวลาที่แน่นอน

หากเป็นการรั่วซึมทีละน้อยหลายเดือน หรือปัญหาที่เกิดจากระบบบำบัดไม่ได้มาตรฐาน อาจไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว นี่คือช่องว่างสำคัญที่เจ้าของโรงงานมักไม่ทราบจนกว่าจะเกิดเหตุ

Environmental Impairment Liability ช่วยอะไร?

ประกันความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อมถูกออกแบบให้รองรับความเสี่ยงด้านมลพิษโดยเฉพาะ ขอบเขตความคุ้มครองอาจรวมทั้งมลพิษที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมลพิษที่ค่อย ๆ สะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบกรมธรรม์ที่บริษัทรับประกันเสนอ

ความคุ้มครองที่อาจพบได้ ได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดพื้นที่ของผู้เอาประกัน
  • ค่าเก็บกู้และฟื้นฟูพื้นที่ของบุคคลภายนอก
  • ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย และสุขภาพ
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
  • การสูญเสียรายได้ของบุคคลภายนอกจากเหตุปนเปื้อน
  • ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
  • ค่าใช้จ่ายรับมือเหตุฉุกเฉิน
  • ความรับผิดจากการขนส่งหรือผู้รับกำจัดกาก หากมีการขยายความคุ้มครอง

ประกันประเภทนี้สามารถออกแบบให้คุ้มครองความรับผิดทั้งต่อบุคคลที่หนึ่งและบุคคลภายนอกได้ แต่รายละเอียดต่างกันมากตามประเภทธุรกิจ วัตถุอันตราย สถานที่ตั้ง และประวัติการจัดการสิ่งแวดล้อม

ถ้าจ้างบริษัทอื่นกำจัดกาก เรายังต้องรับผิดไหม?

การจ้างผู้รับเหมาที่มีใบอนุญาตช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่ได้ทำให้ความรับผิดของผู้ว่าจ้างหายไปทุกกรณี

หากเอกสารส่งมอบไม่ครบ เลือกผู้รับกำจัดที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่สามารถติดตามปลายทางของของเสียได้ ผู้ก่อกำเนิดกากอาจถูกตรวจสอบว่าได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอหรือไม่

สัญญากับผู้รับกำจัดควรกำหนดประเภทและปริมาณของเสีย วิธีขนส่ง สถานที่ปลายทาง ความรับผิดเมื่อเกิดการรั่วไหล และหลักฐานการกำจัดอย่างชัดเจน พร้อมตรวจว่าคู่สัญญามีประกันความรับผิดที่เหมาะสมจริง

คำว่า “ผู้รับเหมารับผิดชอบทั้งหมด” ในสัญญา ไม่ได้แปลว่าบริษัทประกันของผู้ว่าจ้างจะยอมจ่ายแทนทุกกรณี เพราะความรับผิดตามสัญญาบางส่วนอาจเป็นข้อยกเว้น

ธุรกิจใดควรพิจารณาประกันสิ่งแวดล้อม?

ประกันประเภทนี้ไม่ได้เหมาะเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ แต่ควรพิจารณาในธุรกิจต่อไปนี้

  • โรงงานรีไซเคิลและคัดแยกของเสีย
  • ผู้นำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้ว
  • โรงงานแบตเตอรี่และชิ้นส่วน EV
  • คลังเก็บสารเคมี น้ำมัน หรือวัตถุไวไฟ
  • บริษัทขนส่งวัตถุอันตราย
  • ธุรกิจชุบโลหะ พ่นสี และฟอกย้อม
  • โรงงานอาหารที่มีน้ำเสียปริมาณมาก
  • ผู้รับกำจัดกากอุตสาหกรรม
  • เจ้าของที่ดินที่ให้เช่าทำโรงงานหรือคลังสินค้า
  • ผู้ซื้อกิจการหรือที่ดินอุตสาหกรรมเดิม

ก่อนรับประกัน บริษัทอาจขอดูใบอนุญาต รายการสารเคมี ผังพื้นที่ ระบบระบายน้ำ ระบบบำบัด ประวัติการรั่วไหล แผนฉุกเฉิน และผลตรวจสิ่งแวดล้อม

กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีทั้งแบบฟอร์มด้านสิ่งแวดล้อม ระบบบำบัดมลพิษ วัตถุอันตราย และการจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งสะท้อนว่าการควบคุมความเสี่ยงต้องมีเอกสารและระบบติดตามจริง ไม่ใช่ซื้อประกันอย่างเดียว

ข้อยกเว้นที่ผู้ประกอบการต้องรู้

ประกันสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละเลยกฎหมาย โดยทั่วไปอาจไม่คุ้มครองการกระทำโดยเจตนา การลักลอบทิ้งของเสีย การฝ่าฝืนกฎหมายที่ผู้บริหารรู้อยู่แล้ว หรือสภาพปนเปื้อนเดิมที่ไม่ได้เปิดเผย

ยังต้องตรวจเรื่องวันย้อนหลัง ระยะเวลารายงานเหตุ สถานที่เอาประกัน ผู้รับเหมา การขนส่งนอกสถานที่ และความเสียหายจากสารเฉพาะประเภทด้วย

หากตอบคำถามในใบคำขอไม่ครบ ปกปิดประวัติมลพิษ หรือแจ้งชนิดของเสียไม่ตรงกับการทำงานจริง อาจกระทบต่อการพิจารณาสินไหมภายหลัง

สรุป

กระแสตรวจสอบขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติสะท้อนว่า ความเสี่ยงไม่ได้จบเมื่อตู้สินค้าผ่านท่าเรือ แต่ต่อเนื่องไปถึงการขนส่ง การจัดเก็บ การคัดแยก และการกำจัดขั้นสุดท้าย

เมื่อเกิดมลพิษ ค่าเสียหายที่หนักที่สุดอาจไม่ใช่ตัวอาคารหรือเครื่องจักร แต่เป็นค่าทำความสะอาด ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ชดเชยชุมชน และต่อสู้คดีเป็นเวลานาน

ผู้ประกอบการจึงควรตรวจทั้งประกันทรัพย์สิน Public Liability และ Environmental Impairment Liability ให้ทำงานต่อกันโดยไม่มีช่องว่าง เพราะกรมธรรม์ทั่วไปหนึ่งฉบับอาจไม่เพียงพอกับเหตุปนเปื้อนครั้งใหญ่

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ได้วินิจฉัยความรับผิดของบริษัทหรือบุคคลในข่าว การจ่ายสินไหมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง กฎหมาย และเงื่อนไขกรมธรรม์แต่ละฉบับ

ปรึกษาประกันความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม

โรงงาน คลังสินค้า บริษัทขนส่ง หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี แบตเตอรี่ และกากอุตสาหกรรม สามารถส่งรายละเอียดกิจการให้ทีม Srikrung Mentor ช่วยตรวจช่องว่างของประกันได้

คุณบอย: 080-295-6052
คุณปูเป้: 080-295-1830
LINE: @srikrungmentor
Facebook: ศรีกรุงปทุมธานี
เว็บไซต์: www.srikrungmentor.com

นายหน้าประกัน
นายหน้าศรีกรุง โค้ชปูเป้ กันต์วสา วงศ์ประทีปวิไล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *